28June2008

ยูโร 2008

Posted by tozae under: Miscellaneous.

ปีนี้มีบอลทัวร์นาเมนท์ใหญ่อย่าง ยูโร 2008 ทั้งที จะไม่บ่นถึงหน่อยก็กระไรอยู่

ปกติแล้วไม่ได้เล่นฟุตบอล ในที่นี้หมายถึงเล่นจริงๆ ลงไปเตะบอลกับเพื่อนๆ นั้นไม่ใช่ แต่ชอบดูบอล ซึ่งก็ไม่ถึงขนาดติดตามพรีเมียร์ลีกตลอดฤดูกาล หรืออย่างไร หากถามว่าทีมไหนที่ชอบก็ต้องตอบเลยว่า เลือดหงษ์ ครับ ความรักที่มีต่อสโมสร ลิเวอร์พูล นั้นมีมาตั้งแต่รุ่นปู่ รุ่นพ่อ (ไม่ได้ล้อเล่น)

อ้าว นอกเรื่องไปลีกอังกฤษซะได้ กลับมาพูดถึงยูโรกันหน่อย ปกติถ้าดูบอลทีมชาติแบบ ยูโร หรือ บอลโลก ก็จะมีทีมที่เชียร์เสมอๆ ได้แก่ อังกฤษ ฮอลแลนด์ เยอรมัน และสเปน ซึ่งแน่นอนว่า คืนพรุ่งนี้ต้องคิดหนักพอสมควร เพราะสองในสี่ จะได้ชิงแชมป์ยูโรกันแล้ว

ตั้งแต่เริ่ม ยูโร 2008 มาก็ได้ติดตามเกือบทุกแมตช์ที่ทั้งสองทีมได้แข่ง ทั้งเยอรมัน และสเปนไม่ทำให้ผิดหวัง หลายๆ ครั้งนอนลุ้นตัวโก่งจนจบ บางแมตช์หลับตอนพักครึ่งเพราะไม่มีใครทำสกอร์ได้ :P

คืนพรุ่งนี้อยากให้ใครชนะ? ก็คงจะเชียร์สเปน เพราะสำหรับตัวเองแล้วรู้สึกว่าสเปนยังเป็นรองนิดหน่อย เพราะชอบเชียร์ทีมที่เป็น อันเดอร์ด็อก สนุกดี แม้ว่าทั้งคู่จะเต็งแชมป์มาตลอด อีกเหตุผลก็คือ มีนักเตะจากลิเวอร์พูลตั้ง 4 คนที่อยู่ในทีมชาติสเปน ไม่ว่าจะเป็นศูนย์หน้าดาวรุ่ง เฟอร์นานโด ตอร์เรส หรือมือโกล เปเป้ รีนา และิีอีักสองคนที่ลืมชื่อ

แต่ถึงอย่างไร ไม่ว่าใครจะชนะ ยูโรคราวนี้ก็ไม่มีแชมป์ที่มาจาก อิตาลี หรือ โปรตุเกส แน่นอนแล้ว วะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า

0 

23June2008

ในความมืด

Posted by tozae under: Journal.

ช่วงนี้ติดแหงกอยู่ที่ทับละมุ นั่งทำงานไปวันวัน ตกเย็นมาก็ออกไปวิ่งถ้าฝนไม่ตก ข้าวเที่ยวและข้าวเย็นก็ไปกินที่สโมสรฯ ทุกมื้อ คิดดูสิ ชีวิตที่เหมือนเดิมทุกวัน ทุกทุกรายละเอียดเนี่ยมันน่าเบื่อ (และน่าเศร้า) ขนาดไหน

วันนี้ก็เป็นวันเหล่านั้นอีกวันหนึ่ง ตกเย็นมาก็ออกไปวิ่งครึ่งชั่วโมง ดีที่วิ่งเสร็จก่อนเพราะเมฆฝนตั้งเค้าอึมครึมลอยมาจากฝั่งทะเลแล้ว นึกๆ ดูแล้วก็ขำ เพราะตอนนั่งกินข้าวที่สโมสรนั้น ซึ่งตั้งอยู่ที่ท่าเรือทับละมุ แม้จะไม่ติดกับหาดที่เปิดออกไปสู่ทะเลอันดามัน แต่ลมก็ยังนับว่าแรงมากทีเดียว เก้าอี้และโต๊ะในร้านก็จะค่อยๆ พากันปลิวเข้าร้าน แต่วันนี้พิเศษหน่อย ออกไปกินข้าวเย็นค่อนข้างจะค่ำ ประมาณสองทุ่มครึ่ง พอสั่งอาหารเท่านั้นแหละ ไฟดับ แต่ทุกคนที่ร้านก็น่ารักมาก หาไฟ อะไรมาให้ เราก็นั่งอยู่ในความมืด (ที่มีแสงเล็กน้อย) รออาหาร พออาหารมาก็นั่งกินอย่างเอร็ดอร่อยกับแสงไฟดวงเล็กๆ

หวังว่าอาทิตย์หน้าจะมีวันว่าง เพื่อที่จะได้ออกไปจากที่นี่ (ชั่วคราว) เสียที ไม่ใช่ว่าที่นี่ไม่ดี แต่มันเบื่อ

0 

20June2008

Red Eye

Posted by jayi under: Journal.

มาเริ่มกันเลยดีกว่า

ที่หัวเรื่องวันนี้เป็นเรื่องนี้ เพราะเจเองประสบปัญหา”ตาแดง”อยู่ น่ะสิ  เฮ้อ จะว่าไปแล้วก้อตลกดีนะ ที่มาเป็นตาแดงช่วงนี้  เพราะเค้าให้พักยาวเลย….  ปกติแล้ว งานแบบพวกเจ (หมอและตอนนี้อยู่แผนกอายุรกรรม)  หาวันหยุดจริงๆ ยากค่อนข้างเรียกได้ว่ายากมากเลย  จนคนบางคนเจ้าของบล็อกเค้าน้อยใจไปหลายที  เพราะปกติแล้วเจทำงานทุกวัน คือจันทร์-ศุกร์ เวลาราชการ  เสาร์-อาทิตย์ถ้าไม่มีเวร ก้อแค่ไปเดินตรวจผู้ป่วยที่รับผิดชอบช่วงเช้า  ฟังแล้วปกติใช่ไหมล่ะ นั่นในเวลานะ นอกเวลา คือ 16.00-24.00 หรือบางวัน 16.00-08.00  และนอกเวลาราชการที่ว่านั้นเจและเพื่อนๆที่ทำงานกับเจอยู่กัน 23-25 วันต่อเดือน เหอ-เหอ

เหนื่อยเหมือนกันนะ จะว่าไปแล้ว เพราะงั้นถ้าใครจะลามันต้องจำเป็นจริงๆเพราะจะโหลดงานเพื่อนเค้า  แต่นะ… วันพุธที่ผ่านมาเจอยู่เวรอายุรกรรมถึงเที่ยงคืน วันนั้นรู้สึกเหมือนไม่ค่อยสบาย  (แต่ยังทำงานเต็มที่ถึงจะอยู่มาหลายวันติดๆกันก้อเถอะ สู้ๆ)    ตื่นมาตอนเช้ารู้สึกเคืองที่ตาซ้าย  ไปส่องกระจก เห็นตาซ้ายแดงบวมนิดๆ และตาขาวแดงเหมือนมีการอักเสบ  ให้เพื่อนหมอที่อยู่ด้วยกันดู ก้อไม่ได้คิดอะไรมาก กะจะไปอยู่เวรห้องฉุกเฉินช่วงเช้าต่อ (08.00-16.00)  บอกพี่พยาบาลที่ ห้องฉุกเฉิน ( ER ) เค้าเลยปิดตาซ้ายให้ซะเลย พอปิดตาแล้วก้อคิดได้ว่า  คงทำหน้าที่เป็นแพทย์ ER ไม่ได้แล้วเพราะอาจจะต้องใส่ท่อช่วยหายใจคนไข้ในกรณ๊ที่จำเป็น และคิดว่าคงยากถ้าต้องปิดตาข้างนึง เลยขอสลับหน้าที่กับเพื่อน ขอให้เจไปอยู่ดูแลผู้ป่วยในแทน

เพื่อนตกลง ( เพื่อนน่ารักกกกกกกกกก ) เจเลยว่าจัมาดูแลผู้ป่วยใน  พอเดินจะไปดูคนไข้ เท่านั้นแหล่ะ พี่พยาบาลถาม

“หมอ จะไปไหนคะ จะทำอะไร”

เจก้อตอบด้วยความสงสัย ” ก้อจะไปดูคนไข้น่ะสิ” ( ถามมาได้ก้อทำอยู่ทุกวัน)

พี่พยาบาล ” หมอคะ หมอปิดตาทำไม”

เจ ” อ้อ เป็นตาแดงน่ะ”

พี่พยาบาล ” หมอคะ โทรไปลางานเลยค่ะ ถ้าเป็นตาแดงเค้าให้ลางาน”

เอ้อ แฮะ มันโรคติดต่อนี่นา เจเลยโทรหาอาจารย์ (แพทย์พี่เลี้ยง) เค้าบอกว่า ให้เจลาไปเลย เอาจาหายสนิทเลยค่อยกลับมาทำงาน  โอ้โห สบายอ่ะ แค่ตาแดงนะ เจยังสบายดีแต่ได้ลางาน  (แต่ก้อนะ เดี๋ยวไปติดคนอื่นเค้า ) ตอนนี้ดีขึ้นมาแล้ว อยากกลับไปทำงานไวๆ สงสารเพื่อน

เฮ้อ ว่างงานมันแปลกๆ คนไข้คงงง ว่าเจหายไปไหน

ปล. ตาแดงเนี่ย ติดเด็กมาค่ะ

1 

19June2008

ประวัติศาสตร์การบิน

Posted by tozae under: Aviation.

อยากจะเริ่มต้นความคลั่งไคล้ “การบิน” ด้วยประวัติศาสตร์ก่อนซักพอประมาณ เพราะก่อนที่เราจะศึกษาอะไรซักอย่างที่เป็นปัจจุบัน และอนาคต เราก็ควรที่จะมีความรู้เกี่ยวกับอดีตและต้นกำเนิดของมันบ้าง

คำว่า “การบิน” ที่เรามักจะพบเจอในภาษาอังกฤษ คือคำว่า “Aviation“ (อ่านว่า แอ/อา-วิ-เอ-ชั่น) จาก Merriam-Webster Dictionary แปลได้ว่า (\ˌā-vē-ˈā-shən, ˌa-\)  1 : the operation of heavier-than-air aircraft 2 : military airplanes 3 : airplane manufacture, development, and design และข้อมูลจาก Wikipedia ก็สรุปได้ว่า การบิน คือ กิจกรรมหรือปฏิบัติการใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการลอยอยู่บนอากาศ รวมถึงการลอยอยู่ของเครื่องบินที่หนักกว่าอากาศ และคำว่า Aviation นี้แปลเป็นไทย จาก Lexitron Dictionary ได้ว่า ศาสตร์และศิลป์ที่เกี่ยวกับการบินนั่นเอง

ส่วนคำว่า “Flight” นั้นจะแคบลงมาหน่อย ซึ่งแปลเป็นไทยได้ว่า “กระบวนการใดๆ ที่เป็นการควบคุมวัตถุให้สามารถลอยอยู่ในอากาศได้สำเร็จ รวมถึงการใช้หลักการของอากาศพลศาสตร์ (Aerodynamics)

ซึ่งหากจะศึกษากันเกี่ยวกับ History of Aviation (ประวัติศาสตร์การบิน) แล้ว คงจะบอกได้ยากว่าจะต้องย้อนเวลากลับไปยุคใด บางแหล่งข้อมูลให้รายละเอียดว่า ความต้องการที่จะบินได้ ของมนุษย์ที่มีหลักฐานปรากฎนั้นถูกพบมากมายในจารึกและวรรณกรรมต่างๆ มากมายทั่วโลก รวมถึงภาพของ Icarus และ Daedarus ในภาพแรกนี้ด้วย ผมเองก็เชื่อว่าความปรารถนาที่จะบินได้ของมนุษย์นั้นยากจะบอกได้เนื่องจาก น่าจะเป็นธรรมชาติของมนุษย์เราไม่ว่าจะดึกดำบรรพ์แค่ไหน หากได้มองนกที่โบยบินอยู่บนท้องฟ้าแล้ว ก็คงจะอดอิจฉาพรสวรรค์ที่พวกมันมีไม่ได้แน่นอน

1783 - การบินครั้งแรกของมนุษย์จริงๆ นั้น ซึ่งไม่พูดถึงเครื่องบิน หรือเครื่องร่อน (และเครื่องยนต์) แล้วนั้น ต้องย้อนไปถึงปี 1783 ในประเทศฝรั่งเศส! นึกออกหรือยังว่าอะไร ถ้าไม่ใช่เครื่องบิน ไม่ใช่เครื่องร่อน… บอลลูนไงครับ บอลลูนแรกที่ลอยได้สำเร็จในปีนั้นมีชื่อว่า Montgolfiere ซึ่งถูกประดิษฐ์โดยพี่น้อง Montgolfier (Joseph & Jacques) นั่นเอง (สมัยก่อนทำไมนักประดิษฐ์ต้องเป็นพี่น้องคู่ดูโอด้วย ไม่เข้าใจ) ครั้งแรกที่ประสบความสำเร็จนั้นยังไม่มีผู้โดยสาร ในวันที่ 4 มิถุนายน 1783 นั้นเองที่พี่น้อง Montgolfier สร้างวัตถุทรงกลมมีรูด้านใต้ด้วยผ้าและบุด้านในด้วยกระดาษ 3 ชั้น (สองพี่น้องนี้เป็นเจ้าของโรงงานผลิตกระดาษ) และเผาเชื้อเพลิงที่ก้นเพื่อทำให้อากาศภายร้อนและลอยขึ้นไปได้สำเร็จ และเรียกถุงกลมๆ ชนิดนี้ว่า Balon (บาลง อ่านแบบฝรั่งเศส) ซึ่งต่อมาภาษาอังกฤษก็เรียกกันว่า บอลลูนนั่นเอง

ความสำเร็จต่อมาในวันที่ 19 กันยายน 1783 ของสองพี่น้องนี้ก็คือสร้างบอลลูนขนาดใหญ่ขึ้น และนำพาผู้โดยสารซึ่งยังไม่ใช่มนุษย์! แต่เป็นแกะ ไก่ และเป็ด!!! อย่างละตัวขึ้นไปทดลองในภาพที่สอง เหนือน่านฟ้าเมืองแวร์ซายเป็นเวลา 8 นาทีเต็ม ซึ่งเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งนี้ยังมีสักขีพยานระดับราชวงศ์เช่น พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และนางมารีอองทัวแนตด้วย
พูดถึงมนุษย์คนแรกที่ได้บินด้วยบอลลูนของสองพี่น้องนี้นั่นก็คือ Pilatre de Rozier และ Marquis d’Arlandes ในวันที่ 15 ตุลาคม 1783 ซึ่งเป็นเวลาติดๆ กันต่อมา ข้อมูลบ่งบอกว่าบอลลูนของ Montgolfier นั้นเป็นบอลลูนยุคแรกที่ยังไม่สามารถควบคุมได้ หมายความว่ามันจะลอยไปตามลม (เสียวน่าดู) และช่วงนั้นสองพี่น้องคิดว่าได้ค้นพบก๊าซชนิดใหม่และตั้งชื่อให้มันว่า Montgolfier Gas (คิดง่าย)  ซึ่งจริงๆ แล้วมันก็คืออากาศธรรมดาๆ เพียงแต่ว่ามีอุณภูมิสูงและทำให้บอลลูนลอยได้ตามหลักของฟิสิกส์นั่นเอง
1891-1896 - การบินด้วยเครื่องร่อนซึ่งมีนักประดิษฐ์มากมายที่ศึกษา วิจัย และทดลองกันมากมายมาก่อนประสบความสำเร็จในช่วงนี้ โดยบุคคลที่ปัจจุบันโลกถือว่าเป็น The World First Aviator (ที่ไม่ใช้ Pilot เพราะไม่ใช่เครื่องบินที่มีเครื่องยนต์) บุคคลท่านนี้ก็คือ Otto Lilienthal ชาวเยอรมัน ซึ่งสามารถคิดค้น ประดิษฐ์ และทดสอบร่อนเครื่องร่อนด้วยตนเองจนประสบความสำเร็จหลายครั้ง ตั้งแต่การกระโดดลงจากที่สูง ควบคุมเครื่องร่อน และลงจอดอย่างปลอดภัย เครื่องร่อนส่วนใหญ่ของ Otto นั้นมีรูปทรงคล้ายค้างคาว (ภาพที่สาม) ในวันที่ 9 สิงหาคม 1896 Otto ได้ทดสอบร่อนเครื่องร่อนอีกครั้งซึ่งในวันนี้เกิดความผิดพลาดทำให้เครื่องร่อนเสียหลักและทิ่มหัวลงพื้น และ Otto เสียชีวิตในวันต่อมาเนื่องจากกระดูกสันหลังหัก ความไม่สมบูรณ์แบบหลักของเครื่องร่อนของเขาคือระบบควบคุม เนื่องจากผู้ควบคุมเครื่องร่อน ไม่มีอุปกรณ์ใดๆ ที่ช่วยควบคุมทิศทางได้จริงๆ มีเพียงแต่การโยกเอียง หรือถ่ายน้ำหนักของร่ายกายไปด้านที่ต้องการซึ่งเป็นวิธีที่ลำบากมาก อย่างไรก็ตาม การศึกษาวิจัยของ Otto ถือว่ามีอิธิพลต่อโลกการบินอย่างประเมินค่ามิได้ และยังสร้างแรงบันดาลใจด้านการบินต่อผู้คนอีกมากมายรวมถึงพี่น้องตระกูลไรท์ (Wright) ในเวลาต่อมาอีกด้วย

1903 - ความเข้าใจของคนทั่วไปมักจะคิดว่าการบินนั้น พึ่งเริ่มต้นเมื่อร้อยกว่าปีนี้เอง เนื่องจากมักจะมีการประชาสัมพันธ์ในสื่อต่างๆ มากมายว่าปี 2004 ที่ผ่านมาถือเป็น Century of Flight (ครบรอบศตวรรษแห่งการบิน) ซึ่งจริงๆ แล้วก็ไม่ถือว่าผิดนัก เพราะในปี 1903 นั้น First Flight ของมนุษยชาติที่ว่านั้นกล่าวถึงการบินของ พี่น้องตระกูล Wright (Orville & Wilbur) ชาวอเมริกัน ด้วยเครื่องบินWright Flyer I ในภาพที่สี่ ที่มีเครื่องยนต์และมีมุษย์ขับและบังคับได้สำเร็จ ซึ่งก็มีเหตุผล เพราะก่อนหน้านี้มนุษย์ประสบความสำเร็จมาก่อนแล้ว ในการสร้างเครื่องร่อน (Glider) ที่ใช้งานได้ แต่เครื่องร่อนเหล่านั้นไม่มีเครื่องยนต์ ทำให้ไม่ผ่านคุณสมบัติของคำว่า “เครื่องบิน” (Aircraft, Airplane) ดังนั้นจึงถือว่าการเรียกความสำเร็จของพี่น้องไรท์ในวันที่ 7 ธันวาคม 1903 นั้นเป็น First Flight ก็ไม่ผิดนัก เพราะถือว่าเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ที่มีความสำคัญและถือเป็นความก้าวหน้าต่อวงการบินในเวลาต่อมา

วันนี้จบไว้แค่นี้ก่อนแล้วกัน วันหน้าพบกันใหม่ กับก้าวต่อๆ ไปของมนุษย์ในด้านการบิน

References:
http://www.century-of-flight.net/Aviation%20history/aviation%20timeline/1783.htm
http://www.century-of-flight.net/Aviation%20history/aviation%20timeline/1893.htm
http://en.wikipedia.org/wiki/Aviation_history

0 

16June2008

โตสเพจ วันดรีม

Posted by tozae under: Miscellaneous.

มีความคิดอยากจะทำบล็อกของตัวเองมานานนับปีแล้ว ปัญหาตลอดมาคือมัวแต่เลือกว่าจะใช้ระบบไหนดี ซึ่งสุดท้ายก็มาลงเอยที่ Wordpress ก่อนหน้านี้ก็ว่าจะขอให้เพื่อนสนิทช่วย Install ให้ แต่ว่ารอไปรอมาก็คิดว่ามันจะยากอะไรวะ เลยพยายามลงเองซะเลย  ซึ่งก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ มันง่ายมากเลยจอร์จ…

ทำไมต้อง “วันดรีม” และทำไมต้องรูปเครื่องบิน?

เชื่อหรือไม่ จริงๆ แล้วเป็นคนที่ชอบและสนใจเรื่องการบินเอามากๆ (นอกจากภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์ และศิลปะ) มาตั้งแต่เด็กๆ แล้วด้วย เป็นความฝันที่จะได้นั่งเครื่องบินไปทั่วโลก อยากจะมองลงมาที่สถานที่ต่างๆ บนโลกจากมุมมองบนเครื่องบิน โดยเฉพาะเมืองใหญ่ๆ ยามค่ำคืน ถ้าได้สัมผัสจากเคบินตอนเครื่องกำลังร่อนลงสู่สนามบินนั้นแล้ว สวยที่สุดเลย

ทุกวันนี้เดินทางไกลๆ ก็นั่งเครื่องบินตลอด นอกจากจะชอบนั่งแล้วก็ยังดีกว่านั่งรถทัวร์เป็นสิบๆ ชั่วโมง นั่งนาน เบื่อ เพราะเป็นคนนอนหลับยาก บนรถทัวร์ไม่มีของกินดีๆ ไม่มีแอร์สาวสวยด้วย

นอกเรื่องไปแล้ว จริงๆ ก็คือเนี่ยแหละ เพราะความชอบ ความสนใจในเรื่องการบิน เรื่องเครื่องบินมากอยู่แล้ว ในบล็อกนี้ถ้ามีโอกาสก็จะมานำเสนอความรู้ทั่วๆ ไปที่เกี่ยวกับการบินให้ผู้อ่านที่ไม่ว่าจะหลงเข้ามาด้วยการใด ได้สนุกกับมัน เพราะเชื่อว่ามีอีกหลายคนที่ชื่นชอบและสนใจกับความมหัศจรรย์ทางวิศวกรรมของมนุษย์ ที่สามารถประดิษฐ์คิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยีด้านการบินจนกระทั่งทุกวันนี้ สามารถสร้างเครื่องบินพาณิชย์ขนาดยักษ์ที่มีสองชั้น สามารถนำพาผู้โดยสารไปยังจุดหมายต่างๆ ทั่วโลกได้มากถึง 800 กว่าคนอย่าง Airbus A380 หรือจะเป็นเครื่องบินรบที่บินได้เร็วที่สุดอย่าง SR-71 “Blackbird”

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้คาดหวังจะทำเว็บเกี่ยวกับการบินแต่อย่างใด หากเพียงแต่อยากนำเสนอความรู้จากมุมมองของอีกคนที่สนใจในด้านนี้เท่านั้นเอง

2 

Browse

Calendar

August 2008
S M T W T F S
« Jun    
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31  

Categories

Links